ISO ไม่ใช่มาตรฐานอุตสาหกรรมที่จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเหมาะกับธุรกิจทุกประเภท ทั้ง SME ธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือองค์กรภาครัฐ มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากล การได้รับการรับรอง ISO ช่วยปรับปรุงระบบการทำงานให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ลดข้อผิดพลาด เพิ่มความโปร่งใส และสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งยังรองรับการขยายตัวของธุรกิจและลดต้นทุนจากงานที่ซ้ำซ้อนได้อีกด้วย
- ISO คืออะไร มีกี่ประเภท ?
- ความสำคัญของมาตรฐาน ISO กับธุรกิจ
- มาตรฐาน ISO เหมาะกับธุรกิจใดบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งาน
- ขั้นตอนการขอ ISO การันตีมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับทุกธุรกิจ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO (FAQs)
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ISO คือมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ใช้ในโรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ISO ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงานอุตสาหกรรมอีกต่อไป เพราะองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยี หรือแม้แต่ Startup ล้วนสามารถใช้มาตรฐาน ISO เป็นเครื่องมือในการยกระดับระบบการทำงาน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลได้ทั้งสิ้น
ISO คืออะไร มีกี่ประเภท ?
ISO หรือ International Organization for Standardization คือ องค์กรอิสระระดับสากลที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานเพื่อใช้วัดคุณภาพและยกระดับการดำเนินงานของธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลก มาตรฐานเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกองค์กรมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด ตรวจสอบได้ง่าย และได้รับการยอมรับตามหลักการบริหารคุณภาพในระดับสากล
มาตรฐานอุตสาหกรรมที่จัดทำโดย ISO จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ISO” และ “ตามด้วยตัวเลข 4-5 หลัก” ซึ่งแต่ละชุดตัวเลขจะบ่งบอกประเภทของมาตรฐานและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย หรือความมั่นคงของข้อมูล
ประเภทของมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO
- ISO 9000 : มาตรฐานคุณภาพระบบบริหารงาน
- ISO 13485 : มาตรฐานการจัดการคุณภาพอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์
- ISO 14000 : มาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
- ISO 17025 : มาตรฐานการประเมินความสามารถทางวิชาการของห้องปฏิบัติการ
- ISO 18000 : มาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
- ISO 22000 : มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร
- ISO 27001 : มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล
ความสำคัญของมาตรฐาน ISO กับธุรกิจ
การได้รับมาตรฐาน ISO ไม่ได้เป็นเพียงการมีใบรับรองเพื่อแสดงมาตรฐานขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อการดำเนินงานในหลายด้าน เช่น:
- ช่วยให้กระบวนการทำงานมีระบบที่ชัดเจน ตั้งแต่การบริหารจัดการ การผลิต ไปจนถึงการให้บริการ
- ทำให้การทำงานสอดคล้องกันทุกฝ่าย ลดความคลาดเคลื่อนในกระบวนการทำงาน
- เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง
- รองรับการขยายธุรกิจ สามารถทำงานร่วมกับคู่ค้ารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น
- ลดต้นทุนจากงานซ้ำซ้อนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เสริมความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า พันธมิตร และหน่วยงานภาครัฐ

มาตรฐาน ISO เหมาะกับธุรกิจใดบ้าง ? พร้อมตัวอย่างการใช้งาน
1. ธุรกิจ SME
เป้าหมายหลักคือการแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ การมี ISO เช่น ISO 9001 จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงคู่ค้าระดับองค์กรได้ง่ายขึ้น
2. ธุรกิจบริการ
ธุรกิจด้านบริการอย่างเครือโรงแรม การได้รับมาตรฐาน ISO 9001 จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมมาตรฐานการบริการให้เหมือนกันทุกสาขา หรือธุรกิจร้านอาหาร หากได้รับการรับรอง ISO 22000 จะช่วยยืนยันถึงความปลอดภัยด้านอาหาร
3. บริษัทเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์
ธุรกิจด้านเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล การใช้ ISO 27001 สามารถช่วยวางระบบการจัดการสารสนเทศและลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์
4. ธุรกิจส่งออกหรือผลิตสินค้าเพื่อส่งห้างสรรพสินค้า
ผู้ผลิตที่ทำงานกับคู่ค้าต่างประเทศหรือห้างสรรพสินค้ามักต้องมี ISO เพื่อยืนยันคุณภาพสินค้า เช่น ISO 9001 สำหรับระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 สำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม
5. องค์กรภาครัฐ
นำ ISO 9001 มาใช้เพื่อปรับปรุงการให้บริการประชาชนให้มีมาตรฐานเดียวกัน และบางหน่วยงานใช้ ISO 37001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน เพื่อส่งเสริมเรื่องความโปร่งใส
ขั้นตอนการขอ ISO การันตีมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับทุกธุรกิจ
1. ศึกษาและเลือก ISO ที่เหมาะสมกับธุรกิจ
ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ลักษณะงาน เป้าหมาย และความเสี่ยงของธุรกิจ เพื่อเลือกมาตรฐาน ISO ที่ตอบโจทย์มากที่สุด
2. เตรียมระบบภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐาน
รวมถึงการจัดทำเอกสารจำเป็น การกำหนดกระบวนการทำงาน การอบรมพนักงาน และการจัดให้มีระบบติดตามผล
3. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่ปรึกษา ISO
การใช้ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เข้าใจข้อกำหนดได้ถูกต้อง ลดความผิดพลาด และทำให้การเตรียมระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ดำเนินการตรวจประเมิน (Audit)
- Internal Audit : ตรวจประเมินภายในเพื่อประเมินความพร้อม
- External Audit : ตรวจประเมินโดยหน่วยงานรับรอง (Certification Body) เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนด
5. ได้รับการรับรองและรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
เมื่อผ่านจะได้รับใบรับรอง ISO ที่มีอายุ 3 ปี โดยมีการตรวจติดตามประจำปี (Surveillance Audit) เพื่อยืนยันว่าระบบยังคงปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมมาตรฐาน ISO คือหัวใจสำคัญในการรับรองมาตรฐานของธุรกิจ หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาดในกระบวนการ และควบคุมคุณภาพการทำงานได้รอบด้าน เราขอแนะนำ WOLF ISO ระบบที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนทุกขั้นตอนการจัดการมาตรฐาน ISO ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสาร ติดตามผล ตรวจสอบภายใน หรือการรายงานผลแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมการทำงานขององค์กรทุกประเภท พร้อมต่อยอดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ marketing@techconsbiz.com เบอร์ 02-634-4409 หรือ LINE Official @techconsbiz
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO (FAQs)
Q : องค์กรที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการขอ ISO ควรเริ่มต้นอย่างไร ?
A : ควรเริ่มต้นด้วยการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการวางระบบและการเตรียมเอกสารเป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกต้อง
Q : การขอ ISO ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ?
A : ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนขององค์กร โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบภายใน
Q : หากองค์กรไม่มี ISO จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ?
A : อาจพบปัญหาด้านคุณภาพ ทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ และพลาดโอกาสทางธุรกิจ เช่น ไม่สามารถทำธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศหรือเข้าร่วมประมูลโครงการภาครัฐได้
Q : ISO ช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาวได้จริงหรือไม่ ?
A : จริง เพราะช่วยลดความผิดพลาดในการดำเนินงาน ลดการทำซ้ำ และปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่การลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
Q : องค์กรขนาดเล็กสามารถขอ ISO ได้หรือไม่ ?
A : ได้แน่นอน องค์กรขนาดเล็กสามารถเริ่มจากมาตรฐานที่เหมาะสม เช่น ISO 9001 เพื่อยกระดับองค์กรให้เป็นมืออาชีพและสร้างความน่าเชื่อถือ